 |
|
|
|
|
|
| About BD :: เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) |
|
|

 |
|
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) |
|
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงเสนี) เป็นบุตรคนที่ 4 ของเจ้าพระยาอภัยราชา
(ปิ่น) กำเนิดแต่ท่านผู้หญิงฟักเมื่อปีระกา พ.ศ. 2320 อันเป็นปีที่ 10
ในสมัยของ พระเจ้าจากสินมหาราช
สถานที่เกิดอยู่ในเขตพระนคร ตอนเชิงสะพานช้างโรงสี หน้า
กระทรวงมหาดไทยทุกวันนี้
เมื่อเติบใหญ่เจริญวัยขึ้น
เจ้าพระยาอภัยราชา
ผู้เป็นบิดาได้นำตัวนายสิงห์เข้ารับราชการในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร
และได้รับพระราชทานยศศักดิ์
อันเป็นผมมาจากความเพียรในหน้าที่ราชการในขั้นแรกคือ เป็นตำแหน่ง จมื่นเสมอใจราชและพระนายเสมอใจ
ต่อมาได้เป็นพระยาเกษตรรักษาว่าการกรมนาฝ่ายพระราชวังบวรในสมัยรัชกาลที่
2 ภายหลังเมื่อรัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์สมบัติจึงโปรดให้เป็นพระยาราชสุภาวดี
พระยาราชสุภาวดี ได้ทำความดีความชอบไว้มากมายในรัชกาลนี้
เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์คิดการกบฏขึ้นใน พ.ศ. 2369 รัชกาลที่ 3
โปรดให้พระยาราช สุภาวดีเป็นแม่ทัพหน้ายกไปปราบปรามบรรดาพวกกบฏ
ท่านได้รบอย่างกล้าหาญจนพวกกบฏมิอาจจะต่อต้านได้ถึงกับถอยร่นไม่เป็นขบวน
ในที่สุดทัพของพระยาราช
สุภาวดีก็ยกเข้าครองจำปาศักดิ์ได้สำเร็ว ผลแห่งความดีความชอบในครั้งนี้
คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ
ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายก
ศึกเจ้าอนุวงศ์ที่ยังไม่ยุติลงอย่างรวดเร็วนัก
เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์ได้รับการ
ส่งเสริมจากญวนให้คิดก่อกบฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ตกเป็นหน้าที่ของเจ้าพระยาสุภาวดีที่จะยกขึ้นไปปราบปรามอีก
การศึกครั้งนี้เป็นการรบที่ใหญ่โตมาก ไม่มีใครเสียเปรียบใคร
ท่านเจ้าพระยาราชสุภาวดีได้แสดงความกล้าหาญอย่างเยี่ยมยอดให้เป็นที่ประจักษ์
ดังปรากฏในพงศาวดารกล่าวถึงการรบตอนหนึ่งว่า
"กองทัพทั้งสองปะทะกันที่บกหว่านต่างบุกบั่นสู้รบถึงตะลุงบอน
บังเอิญม้าของเจ้าพระยาราชสุภาวดีเหยียบคันนาขาแพลงล้มลงทับขาเจ้าพระยาราชสุภาวดี
ทันใดนั้นพอดีเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ขับม้าสะอึกเข้าไปถึงจึงเอาหอกพุ่งปักตรงกลางตัว
เจ้าพระยาราชสุภาวดีรู้ม่วงทีอยู่แล้วจึงเบ่งพุงลางตาเจ้าราชวงศ์
เมื่อหอกพุ่งปร๊าดลงไปเจ้าพระยารายสุภาวดีแขม่วต้องและเอี้ยวพระหลบปลายหอกแทงเฉี่ยวข้างเสียดผิดถูกท้อง
ผ้าสมรดทะลุหอกก็ปักตรึงอยู่กับดิน เจ้าราชวงศ์จะพุ่งหอกขึ้นแทงซ้ำ
แต่เจ้าพระยารายสุภาวดีจับคันหอกยึดไว้แล้วพยายามชักมีดหมอประจำตัวแทงขึ้นไป
เจ้าราชวงศ์ดึงหอกไม่ได้ดังประสงค์
จึงชักดาบที่คอม้าออกเงื้อจะจ้วงฟันเจ้าพระยาราชสุภาวดี ฝ่ายหลวงพิพิธ
(ม่วง)
น้องชายของเจ้าพระยาราชสุภาวดีเห็นดังนั้นจึงกระโจนเข้ารองรับดาบเจ้าราชวงศ์เสียทีถูกเจ้าราชวงศ์ฟันขาดใจตายทันที
ขณะที่เจ้าราชวงศ์กำลังจ้วงฟันอยู่นั้น
เจ้าพระยาราชสุภาวดีชักมีดหมอออกทันและได้ทีแทงสวนขึ้นไปถูกโคนขาเจ้าราชวงศ์เป็นแผลลึก
และได้ตัวเจ้าราชวงศ์ก็ผงะตกจากหลังม้าเลือดสดแดงฉานพวกมหาดเล็กเข้าใจว่านายตายรีบช่วยกันประคองเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์จัดการหามหนีไปโดยเร็ว"
ผมขากการต่อสู้ในครั้งนั้น ทำให้พวกกบฏเข็ดขยาดฝีมือเข้าพระยาราชสุภาวดีมาก
ไม่คิดต่อสู้ต่อไปอีก
เจ้าอนุวงศ์หนีไอยู่เมืองพวนและถูกจับได้ที่เมืองพวนนั่นเอง
เจ้าพระยาราชสุภาวดีจัดการส่งตัวเจ้าอนุวงศ์และพรรคพวกลงมากรุงเทพฯในทันที
เสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์แล้ว
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงทรงสถาปนาเจ้าพระยาราชสุภาวดีขึ้นเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่สมุหนายกใน
พ.ศ. 2372 (เวลานั้นท่านอายุได้ 53 ปี)
ชีวิตของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชาดูจะไม่ได้ห่างจากการศึกสงครามไปได้
เพราะอีกไม่กี่ปีต่อมา (พ.ศ. 2376)
ญวนเกิดเข้าไปแทรกแซงหาทางจะเอาเขมรเป็นของตน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพขึ้นไปสู้รบกับญวนอีก
จนกระทั่งญวนยอมทำไมตรีกับไทยแล้ว
และเหตุการณ์ในกัมพูชากลับเป็นปกติตามเดิมเจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทยใน
พ.ศ. 2391 ท่านได้ควบคุมบ้านเมืองในเขมรนานถึง 15 ปีเต็ม
ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ใช้หลักความเฉียบขาดในการบังคับบัญชา
จึงได้ผลคือปราบปรามกบฏเจ้าอนุวงศ์ นครเวียงจันทน์
และได้ช่วยป้องกันเขมรจากญวนได้สำเร็จตามพระราชประสงค์ขิงสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนำเกียรติคุณมาสู่ทหารไทยและประเทศไทยอย่างมากมาย
ปีที่กลับจาดเขมรมานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา มีอายุย่าง 71
ปี
แต่ก็ยังเข้มแข็งสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ต่อมาจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่
24 มิถุนายน พ.ศ. 2392 ก็ถึงอสัญกรรมด้วยโรคอหิวาต์ซึ่งระบาดชุกชุมในปีนั้น
รุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2393 จึงได้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศ |
|
|
|
|